[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by School System 1.0
สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 165 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
Facebook
ฝากข้อความ
ชื่อ :
ข้อความ

Close
:) :D :(
:o :p ;)
:| x( :~
(ตัวแสดงอารมณ์)

poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก



  
การจัดการความรู้  
 

         โดย  ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน      ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

1. การจัดการความรู้ : สิ่งท้าทายยุคปัจจุบัน

 ความนำ

ในสังคมฐานความรู้ การจะอยู่รอดและการดำรงความสามารถในการแข่งขัน สถานประกอบการและองค์กรต่างๆ จะต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับทุนทางปัญญา (intellectual assets) แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการความรู้ยังเป็นศาสตร์ที่จะต้องมีการพัฒนาและประยุกต์ใช้ให้แพร่หลายมากขึ้น ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความรู้ คือ ความรู้เป็นทรัพยากรเพียงอย่างเดียว ที่ยิ่งใช้ยิ่งมีเพิ่ม ผู้จัดการความรู้ที่เป็นระดับมืออาชีพ ปัจจุบันจะต้องเผชิญปัญหาและความคาดหวังที่สูงมาก เพราะความรู้ใหม่เกิดขึ้นในอัตราทะลุทะลวง ความรู้มีวงจรชีวิตที่สั้นลง (ล้าสมัยง่าย) และการจัดการสมัยใหม่ ไม่ว่าจะวงการใดๆ ล้วนแต่ใช้ความรู้
ที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ  ดังนั้น ทุกคนจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะถ้าหากคุณรอจนคู่แข่งได้ลงทุนลงแรงในการจัดการความรู้จนเริ่มเห็นผล มันอาจสายเกินไปที่จะไล่ตาม
การจัดการความรู้ : สิ่งท้าทายยุคปัจจุบัน
ความรู้ในฐานะปัจจัยเพื่อการแข่งขัน ได้กระทบและสร้างความตื่นตัวในภาคธุรกิจมาแล้วระยะหนึ่ง องค์กรทุกแห่งได้รับการกระตุ้นให้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สมบัติ
ที่หลบซ่อนอยู่ภายในสมองของพนักงาน องค์กรสมัยใหม่ที่มีนวัตกรรม มักจะจัดตั้งกลุ่มทำงานเพื่อจัดการความรู้ ส่วนประธานหรือผู้บริหารระดับสูงก็จะเน้นบทบาทในการใช้ความรู้เพื่อปรับทิศทางขององค์กรสำหรับอนาคต เราจะพบว่ามีทีมงานหรือบริษัท
ที่ปรึกษาหลายบริษัท โฆษณาเกี่ยวกับการจัดฝึกอบรมสัมมนาในหัวข้อ “การจัดการความรู้” สภาพการณ์เช่นนี้ แปลว่า องค์กรใดที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในการจัดความรู้
จะต้องประสบกับความล้มเหลวใช่หรือไม่
การเคลื่อนเข้าสู่สังคมฐานความรู้ (Knowledge Society)
ตามที่เคยคาดการณ์กันไว้ ในที่สุดสังคมสารสนเทศ และเศรษฐกิจความรู้ก็เริ่มเป็นความจริง จับต้องได้ และมีตัวอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น นักวิชาการบางกลุ่ม
ถึงกับแสดงความเห็นว่า การลงทุนในทุนทางปัญญา จะช่วยสร้างกำไรหรืออัตราผลตอบแทนให้กับองค์กรมากกว่าการลงทุนในปริมาณที่เท่ากันกับทุนที่เป็นวัสดุสิ่งของ หรือนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันเป็นยุคที่ทุนทางปัญญาขององค์กร มีค่ามากกว่าทุนที่เป็นสิ่งของหลายเท่าตัว

การจัดทำบัญชีทรัพย์สินที่เป็นความรู้

ในทางธุรกิจ การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย กำไร-ขาดทุน เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากผู้บริหารธุรกิจถูกถามว่า บริษัทหรือองค์กรมีทุนทางปัญญา (intellectual assets) อยู่เท่าไร คงจะงงและตอบไม่ได้

ดัชนีวัดความรู้

บริษัทที่ให้บริการด้านการเงินแห่งหนึ่งในสวีเดน มีการจัดทำบัญชีทุนทางปัญญาขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี คศ. 1993 เพื่อแยกแยะอย่างเป็นระบบถึงทุนที่ไม่ใช่วัสดุสิ่งของ โดยกำหนดตัวชี้วัดความรู้และทักษะของพนักงานที่ผ่านการอบรมมาอย่างเข้มข้น ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความสามารถด้านลูกค้าสัมพันธ์ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัท และความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และในที่สุดได้สร้างไดอะแกรมขึ้นมา เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวโน้มในเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัทกับตัวแปรกลุ่มที่เรียกว่า “ทุนทางปัญญา” การที่บริษัทแห่งนี้สร้างดัชนีขึ้นเพื่อวัดทุนทางปัญญาของบริษัทขึ้นมา ก็เพื่อจะเน้นให้เห็นถึงปัญหาด้านการบริหารของบริษัทนั่นเอง การเสนอปัญหาด้านการบริหารในรูปแบบเดิมๆ ที่เป็นการจัดการกับปัจจัยการผลิต ได้แก่ คน เงินทุน และที่ดิน ซึ่งเป็นเครื่องมือหรือเทคนิควิธีในการวิเคราะห์การบริหารได้รับการพัฒนามาโดยลำดับ แต่ตรงกันข้ามกับการจัดการทุนทางความรู้ ซึ่งแทบไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที จึงพบว่า องค์กรต่างๆ แทบไม่ได้ทำอะไรหรือใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญาอย่างจริงจัง

ผู้จัดการความรู้รุ่นแรก

เมื่อเผชิญปัญหาของความไม่สามารถจัดการกับองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายๆ องค์กรจึงมีการเคลื่อนไหว มีการกำหนดตำแหน่งขึ้นมาใหม่ เช่น ผู้อำนวยการทุนทางปัญญา ผู้อำนวยความรู้ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ อาจทำหน้าที่ต่างๆ กัน ถึงแม้ว่าจะรับผิดชอบเกี่ยวกับทุนทางปัญญาก็ตาม บางคนรับผิดชอบในการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้านสมรรถนะขององค์กร บางคนรับผิดชอบในการจัดทำตัวชี้วัดความรู้ หรือบางคนรับผิดชอบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสื่อสาร แต่งานทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อตอบสนองสิ่งท้าทายในสภาพแวดล้อมที่การแข่งขันทวีความเข้มข้นขึ้น โดยเชื่อว่าการจัดการทุนทางปัญญาที่ดีกว่า จะเป็นข้อได้เปรียบอย่างสำคัญ  ดังนั้น ผู้จัดการทุกคนจึงจำเป็นต้องเชื่อว่า ความรู้จะสร้างความได้เปรียบให้กับองค์กรของตนเอง เขาจึงจำเป็นต้องเข้าใจกลไกพื้นฐานของสังคมฐานความรู้
แนวโน้มของสภาพแวดล้อม (Environmental trends)
สภาพแวดล้อมด้านความรู้ที่องค์กรจะดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้ มีความซับซ้อนมากกว่าที่เคยเป็นมาหลายศตวรรษ ทั้งนี้เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 3 ประการ คืออัตราการเกิดความรู้ใหม่ ความรู้แตกแขนง แยกย่อยออกมาก และความรู้ไหลบ่าแบบไร้พรมแดน (globalization)ในเชิงปริมาณ ความรู้ของมนุษย์เติบโตแบบอนุกรมเรขาคณิต เมื่อสมัยที่กิวเต็นเบิร์ก (Gutenberg) ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ขึ้นครั้งแรก มนุษย์ใช้เวลาต่อจากนั้นกว่า 300 ปี สะสมองค์ความรู้จนเพิ่มเป็นสองเท่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากนั้น ความรู้เพิ่มเป็นสองเท่าในทุกๆ 5 ปี ในช่วงเวลา 25 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 1950 ถึง 1975 มีหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นในจำนวนพอๆ กับหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นในช่วง 500 ปีหลังการประดิษฐ์ แท่นพิมพ์เป็นครั้งแรก
ความเฉพาะเจาะลึกของความรู้ (Specialization)
การที่ความรู้เพิ่มปริมาณมากขึ้น นำไปสู่ความรู้เฉพาะมากขึ้น ในสาขาวิทยาศาสตร์ เมื่อร้อยปีก่อน นักวิชาการที่มีความรู้รอบตัวจะสามารถเข้าใจผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ทุกแขนง แต่วันนี้ แม้ในศาสตร์เดียวกันหรือภาควิชาเดียวกันผู้ที่เรียนวิชาเฉพาะต่างกัน ก็จะเข้าใจศาสตร์ของกันและกันได้ยาก การจัดพิมพ์สารานุกรม (encyclopedia) รุ่นแรกๆ จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์เพียงสองคน วันนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญนับหมื่นคน เพื่อจัดทำสารานุกรมฉบับใหม่
 
 
 
 โลกาภิวัตน์ (Globalization)
แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกนำไปสู่การแพร่กระจายของความรู้แบบไร้พรมแดน ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ CNN ที่แสดงให้เห็นว่า เรากำลังเคลื่อนเข้าสู่ชุมชนโลก (global village) โดยที่ความแตกต่างด้านเวลาและสถานที่มิได้มีนัยสำคัญกับการรับรู้ข่าวสารข้อมูล การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หมายความว่า เราไม่สามารถจะทราบได้ว่ามีผลิตภัณฑ์อยู่กี่ชนิด ผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างกันระดับใด เทคโนโลยีการผลิตหรือแม้แต่ความได้เปรียบในเชิงแข่งขันระหว่างประเทศ ในช่วงต้นทศวรรษหลัง ค.ศ. 1970 สหรัฐอเมริกาผลิตเทคโนโลยีใหม่ ร้อยละ 70 ของโลก ปัจจุบันศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระจายไปทั่วโลก ในเขตบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย  ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการผลิตซอฟแวร์ของโลก กรณีนี้แสดงว่า ความรู้ในยุคโลกาภิวัตน์ไม่ถูกจำกัดโดยพรมแดนระหว่างประเทศพัฒนาและด้อยพัฒนา นั่นหมายความว่าการเพิ่มของความรู้ในโลก ทุกประเทศไม่ว่าประเทศพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ล้วนมีโอกาส แต่ถ้าไม่รู้จักใช้โอกาส อาจเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพในการพัฒนาประเทศ

ผลิตภัณฑ์ที่มีสมอง

หลายองค์กรมองว่า สภาพแวดล้อมของความรู้ที่ซับซ้อนขึ้นเป็นภัย แต่ความจริงมีหลายแนวทางที่พัฒนาการด้านความรู้ จะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ในการแข่งขัน องค์กรมีนวัตกรรม พบว่า สามารถสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งเดิมมีความสามารถทำงานเพียงระดับพื้นฐาน โดยเพิ่มมิติของความรู้เข้าไป ซึ่งอาจหมายความว่า ทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นสามารถปรับตัวในสภาพเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป หรือให้มันเก็บและบันทึกข้อมูลและนำไปประยุกต์เพื่อประโยชน์ของลูกค้า ตัวอย่างเช่น  ในประเทศสวิทเซอร์แลนด์ มีการใช้ภาษาพูด ภาษาเขียนหลายภาษา บัตรเครดิตจะเป็นตัวเลือกภาษาให้สอดคล้องกับผู้ถือบัตร เมื่อสอดบัตรเข้าไปในเครื่อง ATM  ทั้งนี้ ก็เพราะผู้จัดทำบัตรเครดิตนำข้อมูลของผู้ถือบัตรใส่เข้าไว้ในโปรแกรมที่ให้บริการ ทำให้การบริการเป็นเสมือนมีสมอง

การไวต่อเงื่อนไขสิ่งแวดล้อม

ผลิตภัณฑ์มีสมองอีกตัวอย่าง คือ สิ่งทอที่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติตามอุณหภูมิและความชื้น หรือกระจกหน้าต่างที่ทำหน้าที่สะท้อนความร้อน หรือเก็บสะสมความร้อนเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนไป ทั้งนี้เพื่อให้อุณหภูมิคงที่ ในกรณีเหล่านี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีสมองไม่จำเป็นต้องขึ้นกับวิธีการเก็บข้อมูลและนำกลับมาใช้เพียงวิธีเดียว แต่อาจขึ้นกับการสร้างคุณสมบัติความไวต่อสภาพแวดล้อมให้อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้น หลายๆ บริษัทกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้หลักการดังกล่าว เช่น บริษัทกู๊ดเยียร์ กำลังพัฒนายางรถยนต์อัจฉริยะ ซึ่งจะเตือนผู้ขับขี่กรณีที่ลมยางอ่อนเกินไป

บทบาทของความรู้ในธุรกิจบริการ

ในธุรกิจบริการมีหลายวิธีที่จะเพิ่มคุณค่าของบริการ โดยเติมองค์ประกอบด้านความรู้ ธนาคารซิตี้แบงค์มีระบบที่จับความผิดปกติของการใช้จ่ายบัตรเครดิต
ซึ่งช่วยเตือนลูกค้าในกรณีบัตรสูญหายหรือถูกลักลอบนำไปใช้ ธุรกิจโรงแรมที่มีการจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าที่เคยมาพัก ก็สามารถจัดบริการได้ประทับใจยิ่งขึ้น
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ บริษัท Massey-Ferguson เป็นบริษัทผลิตรถแทรกเตอร์ ได้พัฒนาระบบเชื่อมต่อกับดาวเทียม เพื่อช่วยการเก็บเกี่ยวให้ได้ประสิทธิภาพรถแทรกเตอร์เก็บเกี่ยวนี้ติดตั้งเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม เพื่อรายงานปริมาณผลผลิตที่พร้อมให้เก็บเกี่ยวในแต่ละตารางเมตร ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการเก็บเกี่ยวในแต่ละแปลงได้อย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เป็นการลดต้นทุนการผลิต ผลิตภัณฑ์นี้ประสบผลสำเร็จมาก และนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือสำหรับจัดการผลผลิต (yield management) ในเวลาต่อมาจากหลักการแนวคิดและกรณีตัวอย่างที่กล่าวมานี้ องค์กรใดก็ตาม ที่ยอมรับว่า การจัดการความรู้เป็นสิ่งท้าทายและต้องการจะพัฒนา จะต้องเริ่มต้นจากการิเคราะห์ภาพของตนเองให้ชัดเสียก่อนว่า องค์กรรู้อะไรและไม่รู้อะไร เมื่อเริ่มต้นเช่นนี้ องค์กร
ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่จะพัฒนายุทธศาสตร์ที่อยู่บนฐานสมรรถนะขององค์กรอย่างแท้จริง

ฐานความรู้ขององค์กร

ท่านคิดว่าการตัดสินใจในการบริหารมีผลกระทบต่อฐานความรู้ขององค์กร ซึ่งได้แก่ ความรู้ของแต่ละบุคคล และความรู้โดยส่วนรวมในระยะยาวอย่างไร ผู้บริหารระดับนโยบายอาจจะแสดงความตั้งใจที่จะปรับองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และประกาศว่าในอนาคตเขาจะใช้ประโยชน์จากความคิดหรือข้อเสนอนะของผู้ร่วมงานมากขึ้น แต่ว่าแค่นี้คงไม่พอ เราต้องการคำพูดที่ชัดเจนมากกว่านี้ ที่จะวางวิสัยทัศน์ด้านการเรียนรู้ขององค์กร และต้องอยู่บนโลกความเป็นจริง เราอาจต้องเริ่มต้นตั้งแต่การอธิบายความแตกต่างระหว่างข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ รวมทั้งความรู้ภายในที่มิได้เปิดเผยกับความรู้ภายนอกที่เปิดเผย

แนวคิดเกี่ยวกับฐานความรู้

จากแนวโน้มและสิ่งท้าทายด้านการจัดการความรู้ ผู้บริหารองค์กรต่างๆ ได้เพิ่มความพยายามที่จะมองความรู้เสมือนเป็นทรัพยากรที่จัดการได้  อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเหล่านี้อาจขาดความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับส่วนประกอบของความรู้ขององค์กรก่อนอื่นลองพิจารณาความแตกต่างระหว่างข้อมูล สารสารสนเทศ และความรู้ คนแต่ละคนอาจเข้าใจความหมายของความรู้ต่างกัน ในวงวิชาการและในวงการธุรกิจจะมีการกำหนดศัพท์เฉพาะของแต่ละวงการให้สอดคล้องกับปัญหาและวิธีการทำงาน ความแตกต่างระหว่างสัญลักษณ์ ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ อาจอธิบายได้ดังนี้
 
 
 
 
 
 
ความสัมพันธ์ระหว่างระดับ

หากเริ่มต้นตั้งแต่ระดับสัญลักษณ์ จะเห็นว่า สัญลักษณ์แต่ละตัวไม่มีความหมาย เมื่อนำกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์หรือทางภาษาใส่เข้าไป สัญลักษณ์กลายเป็นข้อมูลข้อมูลจะมีความหมายเมื่ออยู่ภายใต้บริบท ทำให้ผู้รับข้อมูลนั้นได้สารสนเทศ เมื่อสารสนเทศเชื่อมโยงการรับรู้กันเป็นเครือข่าย สามารถนำไปสู่การจัดกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งเราเรียกสารสนเทศนี้ว่า “ความรู้”

การเชื่อมโยงระหว่างระดับ

ผู้จัดการความรู้จะสามารถพัฒนาให้เกิดบูรณาการได้ ต่อเมื่อผู้จัดการสามารถ (1) แยกแยะระหว่างข้อมูล สารสนเทศ และความรู้  (2) เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง
ข้อมูลสารสนเทศ และความรู้  ถ้าเงื่อนไขนี้ไม่เกิดขึ้น อาจเกิดสภาพการณ์ที่ข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กันเลยภายในองค์กร ฝ่ายเทคโนโลยี
สารสนเทศรับผิดชอบในการวางโครงสร้างและดูแลรักษาข้อมูลและสารสนเทศ ฝ่ายพัฒนาบุคลากรรับผิดชอบในการจัดฝึกอบรมบุคลากร ขณะที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนารับผิดชอบในการสร้างนวัตกรรม การแยกบทบาทหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ ออกจากกันอย่างไร้จุดเชื่อม ทำให้ขาดการประสานงาน ถึงแม้ข้อมูลและสารสนเทศจะถูกจัดการอย่างดี แต่ก็ปราศจากคุณค่า ถ้าพนักงานขาดทักษะในการใช้ข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อนำไปสู่ข้อค้นพบใหม่ๆ การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมในแต่ละวัน

2. การบูรณาการความรู้  : เคล็ดลับสู่องค์กรประสิทธิภาพ “ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณรู้อะไร แต่อยู่ที่คุณใช้ประโยชน์จากสิ่งที่คุณรู้หรือไม่”.

เคล็ดลับ

องค์กรที่มีผลิตภาพสูงและมีความกระตือรือร้น มักจะดำเนินการพื้นฐานบางอย่างแตกต่างจากองค์กรอื่นๆ ซึ่งทำให้องค์กรนั้นประสบความสำเร็จในการวางระบบงานเสริมเป็นกระแสเดียวกัน (Streamline) ขจัดความสูญเปล่า ได้ผลผลิตเกินเป้าหมาย และฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ แม้ในภาวะยากลำบากในทางเศรษฐกิจ เคล็ดลับน่ะหรือ องค์กรที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้นใช้กระบวนการ “บูรณาการความรู้” เป็นพื้นฐานของการบริหารจัดการในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ ไม่ว่าองค์กรนั้นจะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคประกอบการใดๆ ขนาดเล็กหรือใหญ่ หากจะให้ประสบความสำเร็จแล้ว จะต้องใช้ประโยชน์จากสติปัญญาของพนักงานทุกระดับ เพื่อให้งานสำเร็จในยุคปัจจุบัน มีศัพท์เทคนิคทางการบริหารเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน แต่ปัญหาก็คือผู้คนสับสนหรือไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน และไม่รู้ว่าจะนำไปประยุกต์กับงานในความรับผิดชอบอย่างไร เช่น คำว่า “การจัดการความรู้” (Knowledge management) และ “ทุนความรู้” (Knowledge capital) เป็นคำยอดนิยม และเป็นคำที่มีความเข้าใจที่ไขว้เขวมากที่สุด ในกรณีนี้ คำว่า “การบูรณาการความรู้” (Knowledge Integration)จึงอาจเป็นคำอธิบายที่มีความชัดเจน และสามารถให้องค์กรเคลื่อนไปสู่การมีประสิทธิภาพได้ดีกว่าโดยพื้นฐานของความหมาย การบูรณาการความรู้ เป็นแนวคิดที่เน้นภาคปฏิบัติเป็นสำคัญ ไม่ใช่แนวคิดเชิงปรัชญา การบูรณาการความรู้มีความหมายมากกว่าการนำความรู้มาจัดหมวดหมู่คล้ายกับห้องสมุด หรือนำความรู้ที่กระจัดกระจายในสมองของพนักงานมาบรรจุลงในดิสก์ เพราะการจัดการความรู้ที่กระจัดกระจายให้เป็นระเบียบ ไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปสู่เป้าหมายได้ ดังนั้น องค์กรที่ใช้กระบวนการบูรณาการความรู้ จึงเพ่งเล็งไปที่องค์ความรู้ที่จะช่วยให้งานประสบความสำเร็จ
 
การบูรณาการความรู้ : คืออะไร และไม่ใช่อย่างไร
เพื่อให้เกิดความเข้าใจความหมายของการบูรณาการความรู้ และเหตุผลว่า ทำไมมันจึงได้ผล อาจต้องเริ่มจากความหมายของส่วนประกอบของคำเสียก่อน กล่าวคือ “ความรู้” หมายถึง ข้อมูลหรือสภาวะของการรู้จักสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากประสบการณ์หรือ
การเรียนรู้  “การบูรณาการ” หมายถึง การก่อตัวหรือดึงส่วนย่อยเข้ามาเป็นส่วนเดียวกับส่วนใหญ่ เกิดเป็นเอกภาพ ดังนั้น เมื่อความรู้ถูกบูรณาการอย่างดี ภายในองค์กรจะเกิดสภาพการณ์ ดังนี้
- สมาชิกทุกคนมีความเข้าใจว่า งานแต่ละงานขององค์กรจะดำเนินการให้แล้วเสร็จอย่างไร
- ฝ่ายบริหารเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของทุกฝ่าย รวมทั้งวิธีการทำงานที่ตรงกับความเข้าใจของบุคลากรระดับปฏิบัติการ
- ปัญหาอุปสรรคจะถูกหยิบยกขึ้นมาและหาทางแก้ไขได้อย่างง่ายดาย และ
แนวปฏิบัติที่ได้ผล จะถูกเสนอและนำไปปฏิบัติอย่างรวดเร็ว
+ ในกรณีความรู้ไม่ถูกบูรณาการในองค์กร จะเกิดสภาวะ ดังนี้
-  มักจะพบว่า ความรู้ถูกเก็บใน “ฉางข้าว” ที่แยกเป็นเอกเทศในฝ่ายต่างๆ
เต็มไปหมด
- มีช่องว่างระหว่างนโยบายและแนวปฏิบัติ กับสิ่งที่พนักงานปฏิบัติจริง
- เป็นการยากที่จะประสาน (coordinate) ระหว่างกอง/ฝ่าย การขัดขาระหว่างกัน ทำให้เสียเวลาและพลังงานเป็นอันมาก
- งานส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐานของการปฏิบัติร่วมกัน (standardized) มือขวาไม่รู้ และไม่สนใจที่จะรู้ว่า มือซ้ายทำอะไร
- เป็นการยากที่จะระบุว่า อะไรคือปัญหาของการปฏิบัติงาน และหาทางเยียวยาแก้ไข ข้อเสนอแนวทางใหม่ๆ มีน้อยมาก และมักจะสิ้นเปลือง ที่สุดมักจะประสบความล้มเหลวเช่นเดิม

องค์กรที่ประสบความสำเร็จ “รู้ว่าเขากำลังทำอะไร”

แน่นอนที่สุด องค์กรที่ประสบผลสำเร็จ ไม่มีสภาพ “ฉางข้าว” แยกแบบเอกเทศ พนักงานทุกคนไม่ว่าระดับใด ไม่รู้แต่เพียงงานที่ตนรับผิดชอบ แต่รู้ต่อไปว่า งานของเขามีผลกระทบต่อพนักงานคนอื่น และกลุ่มงานอื่นอย่างไร องค์ความรู้ที่จะช่วยให้งานสำเร็จผลไหลเวียนได้ง่าย จากแหล่งความรู้ไปสู่จุดที่ต้องการใช้ความรู้นั้น ความรู้จึงเป็นปัจจัยเชื่อมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว และขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจ
 

 
อย่างไรก็ตาม การบูรณาการความรู้ไม่ได้แปลว่า ทุกคนรู้ทุกเรื่อง แต่หมายความว่า ความรู้และประสบการณ์ของพนักงานทุกคนในทุกระดับ ถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงาน ความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับองค์กรไหลเวียนทั้งขึ้นและลงในสายการบริหาร ในลักษณะสามมิติ กล่าวคือ พนักงานหรือช่างฝีมือมีความรู้ ความเข้าใจ และมีการสื่อสารในรายละเอียดว่า จะให้งานสำคัญสำเร็จได้อย่างไร ในขณะที่ผู้จัดการและผู้บริหารจะมองว่า งานย่อยสอดประสานกันอย่างไรเพื่อบรรลุภารกิจขององค์กรฝ่ายบริหารวิเคราะห์องค์ความรู้เพื่อกำหนดทิศทางของงาน เพื่อเคลื่อนเข้าหาจุดหมายขององค์กร การดำเนินงานในลักษณะนี้ช่วยให้มองเห็นความซ้ำซ้อน ความด้อยประสิทธิภาพ และจุดอับที่ทำให้งานไม่เดิน จึงเป็นการง่ายที่จะปรับกระแสของงานให้ไปในทิศทางที่เสริมซึ่งกันและกัน (Streamline) ขจัดอุปสรรค และนำไปสู่ผลิตภาพสูงสุด ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรเช่นนี้ จะเห็นได้ง่าย และคาดการณ์ได้ล่วงหน้า จึงมีผลให้องค์กรมีความกระตือรือร้นและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 
 

วันนี้ ความได้เปรียบในการแข่งขันขึ้นกับ “ความสามารถในการจัดการ”
ในธุรกิจทุกสาขา เป็นที่ยอมรับว่า ประสิทธิภาพ ความกระตือรือร้นและผลิตภาพ เป็นทุนทรัพย์ที่สำคัญยิ่งต่อความสามารถในการแข่งขัน ผลิตภาพเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จของธุรกิจ ในความพยายามอย่างไม่มีสิ้นสุดเพื่อจะเพิ่มประสิทธิภาพเป้าหมายสุดท้ายของการบริหารจัดการคือ ได้งานเพิ่ม ด้วยต้นทุนที่ลดลง หนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง ใช้ชื่อว่า “ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป… แต่ปัจจุบัน ผู้ที่เร็วกว่า กินผู้ที่ช้ากว่า” อธิบายไว้ว่า ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การมีความรู้อย่างเดียวไม่พอ หากแต่จะต้องมีความสามารถในการจัดการให้สำเร็จ (execute)  ดังนั้น ดาวรุ่งของศตวรรษที่ 21 จะต้องมีลักษณะแบบนักสู้ที่มีความคล่องตัว และใจเต็มร้อย (lean and mean fighting machine) ซึ่งทำงานได้ผลผลิตมากที่สุด และใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองน้อยที่สุด
การปฏิบัติการที่เป็นเลิศ : กุญแจของการจัดการให้สำเร็จองค์กรที่มีผลิตภาพสูง จะให้ความสำคัญกับการจัดการภารกิจขององค์กรโดยเน้นการปฏิบัติการที่เป็นเลิศ ซึ่งหมายความว่าจะมีวิธีปฏิบัติงานแบบใหม่ๆ และคัดสรรวิธีการที่ดีที่สุดมาใช้ทั่วองค์กร

บูรณาการความรู้         การปฏิบัติการที่เป็นเลิศ          การจัดการ          ผลิตภาพ


องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง มองหาทางที่จะลดความสูญเสียของเวลา ค่าใช้จ่าย และความด้อยประสิทธิภาพ ในหนังสือ Less is More กล่าวไว้ว่า
… เมื่อเราเห็นพนักงานต้องเดินระยะทางไกลและต้องถอยหลังนับสิบครั้งเพื่อจะเดินหน้าใหม่ เราเห็นเอกสารชิ้นหนึ่งที่ต้องผ่านคนหลายคนเพื่อการอนุมัติ
เรากำลังพบกับความสูญเปล่า
องค์กรที่ไม่ให้ความสำคัญกับกระบวนการปฏิบัติงาน จะมองไม่เห็นความสูญเปล่าและอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้า และจะไม่พยายามขจัดอุปสรรคที่ทำให้องค์กรไม่บรรลุภารกิจในกรณีศึกษาของกลุ่มองค์กรที่ประสบผลสำเร็จนับสิบแห่ง พบว่า องค์กรจะไม่สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานได้ หากองค์กรนั้นไม่รู้ตัวว่า กระบวนการทำงานกำลังมีปัญหาและต้องได้รับการปรับปรุง ดังนั้น การสร้างระบบงานที่มีการตรวจสอบภายในเพื่อระบุปัญหาและทำความเข้าใจในปัญหาของกระบวนการทำงานจะเป็นการวางพื้นฐานไปสู่การปรับปรุง


การบูรณาการความรู้ : ปัจจัยเพิ่มผลิตภาพแบบทวีคูณ
องค์กรที่ก้าวหน้า ใช้การบูรณาการความรู้เพื่อเพิ่มผลิตภาพในสองทาง คือ1) เพื่อระบุปัญหาอุปสรรค (ด้วยการวิเคราะห์)  2) เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหา (ด้วยการสื่อสาร)  ใช้ความรู้ใหม่ปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในการสำรวจความคิดเห็นบุคลากรระดับบริหารในสถานประกอบการ เกี่ยวกับนโยบายที่เห็นว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพของพนักงาน คำตอบที่ได้รับล้วนแต่เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการบูรณาการความรู้ทั้งสิ้น คือ
- 92% ตอบว่า การสนับสนุนบรรยากาศของการทำงานเป็นทีม
- 84% ตอบว่า ปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดความซ้ำซ้อน
- 82% ตอบว่า ปรับวิธีการทำงาน โดยใช้เทคโนโลยี
- 75% ตอบว่า ต้องทลายกำแพงระหว่างฝ่ายต่างๆ

การบูรณาการความรู้ มีแต่จะเพิ่มความสำคัญในทศวรรษหน้า

กลุ่มที่เกาะติดกระแสและแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง คาดคะเนว่า การจัดการในระดับปฏิบัติการ และการบูรณาการความรู้มีแต่จะเพิ่มความสำคัญในทศวรรษหน้า
ในช่วงที่ผ่านมา ในทัศนะของการบริหารจัดการ ซอฟท์แวร์มีความสำคัญแซงหน้าฮาร์ดแวร์ไปแล้ว ส่วนการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลจะเข้ามาแทนที่ความสำคัญของซอฟท์แวร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังนั้น ถ้าองค์กรใดล้มเหลวที่จะจัดคนให้ตรงกับงานจะต้องได้รับผลในทางลบในความพยายามที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เรามักจะพบว่า บริษัทส่วนใหญ่ที่ประสบความยากลำบากในเชิงธุรกิจเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 ปี แทบจะไม่มีทางเลือกใหม่ๆ อีกต่อไป ที่จะลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน จึงมาถึงจุดที่เห็นตรงกันว่า จะต้องลงทุนที่คน โดยจัดสถานที่ทำงานให้มีบรรยากาศที่ดีและปรับกระบวนการทำงาน ภายในปี ค.ศ. 2005 ผู้ปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้จะใช้เวลา 70% ทำงานร่วมกัน และจะพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่ง ทำงานแบบมีสำนักงานเคลื่อนที่ และครึ่งหนึ่งของผู้ปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ จะทำงานนอกห้องสี่เหลี่ยม สภาพการณ์เช่นนี้ การบูรณาการความรู้จะมีความจำเป็นยิ่งขึ้น องค์กรใดที่ปรับตัวด้านนี้ได้ดี จะเจริญก้าวหน้า องค์กร
ที่ไม่สามารถปรับตัวจะล้าหลัง และอาจต้องยุบเลิกไม่เกินทศวรรษที่สองของศตวรรษที่ 21

หกปัจจัยของการบูรณาการความรู้ให้สำเร็จผล

ถึงแม้ว่าการบูรณาการความรู้เป็นอาวุธที่มีพลังสำหรับองค์กรที่ก้าวหน้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การปฏิบัติจะเป็นไปได้โดยง่าย หลายกรณีพบว่า ความพยายามในการจัดการความรู้ล้มเหลว เนื่องจากองค์กรไปมุ่งดำเนินการผิดวัตถุประสงค์และใช้ยุทธศาสตร์และกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะงาน การบูรณาการความรู้ หากจะให้บังเกิดผลแล้ว จะต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

                     1. ระบบที่จะรวบรวมความรู้เกี่ยวกับงานและวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุดจากบุคลากรทุกคนภายในองค์กร

บุคลากรที่มีทักษะทุกคนในองค์กรถือว่ามีความรู้ที่มีค่าที่สุด ในการจะทำให้งานสำเร็จ บุคลากรจะรู้ว่าอะไรเป็นวิธีการที่ได้ผล อะไรเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผล วิธีการที่จะสกัดและรวบรวมความรู้ในรายละเอียด จึงเป็นเครื่องมือการบริหารที่สำคัญ
ในหนังสือ
Less is More กล่าวไว้ว่า  “… ไม่มีใครจะรู้ว่า ความสูญเปล่าของระบบอยู่ที่จุดใด ดีไปกว่าพนักงานผู้ปฏิบัติงานด้านนั้นเอง  ในทำนองเดียวกัน หากถามว่า วิธีการใดจะช่วยปรับปรุงการปฏิบัติงานของระบบได้ดีที่สุด ผู้จัดการส่วนใหญ่ (2 ใน 3) จะมีความเห็นตรงกันว่า ข้อเสนอแนะโดยพนักงานของสถานประกอบการนั้นเอง จะมีความเหมาะสมและเป็นไปได้มากกว่าข้อเสนอแนะจากบุคคลภายนอก 

2. ระบบที่จะจัดเก็บความรู้และสร้างความมั่นคงให้แก่ทุนทางปัญญาขององค์กร

ระบบการบูรณาการความรู้ จะต้องมีวิธีจัดเก็บและป้องกันความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักขององค์กร โดยจัดไว้ในระบบกลางที่เปิดให้สมาชิกขององค์กรเข้าถึงหากเกิดความสูญหายของความรู้จะมีผลกระทบมาก ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มหนึ่งประมาณการว่า ถ้าพนักงานจำนวนหนึ่งลาออกไป พร้อมนำความรู้ส่วนหนึ่งติดตัวไปด้วย องค์กรนั้นจะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ 25 - 30 เท่าของเงินค่าตอบแทนพนักงานนั้นหนึ่งปี เพื่อทดแทนความรู้ที่ติดตัวพนักงานนั้นออกไป

                      3. ระบบที่จะจัดทำมาตรฐานของกระบวนการทำงานทั่วทั้งองค์กร

ระบบบูรณาการความรู้ จำเป็นต้องทำมาตรฐานของกระบวนการทำงานบางอย่าง โดยนำวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด (best practices) มาจัดทำเป็นตัวอย่างและขยายให้ทั่วองค์กร  การทำเป็นมาตรฐานช่วยลดความเบี่ยงเบนในการปฏิบัติ ขจัดความสูญเปล่าและนำไปสู่ผลิตภาพ

                          4. จะต้องมีระบบส่งผ่านความรู้ที่เกี่ยวกับภารกิจของงานที่ทันสมัยไปให้พนักงานทุกฝ่าย ทุกแผนก

                   5. จะต้องมีกระบวนการติดตามและวัดผลลัพธ์ การจัดการความรู้ล้มเหลวในหลายกรณี เพราะไม่มีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ

                        6. การได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง (commitment) จากระดับบริหารที่จะให้ได้การปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ

การสนับสนุนการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศเท่ากับการสนับสนุนการบูรณาการความรู้ ถึงแม้ว่า พนักงานทุกคนจะมีส่วนในการบูรณาการความรู้ แต่ในท้ายที่สุดต้องยอมรับว่า การบูรณาการความรู้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร การยอมรับและความทุ่มเทของฝ่ายบริหาร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้การบูรณาการความรู้ประสบความสำเร็จ

3. การจัดการความรู้กับการศึกษา
การจัดการความรู้และการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ กำลังได้รับการยอมรับในวงกา



สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑
306 หมู่ 5 ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย 43000

Power by : School System 1.0